ทำไมจึงควรเรียนต่อที่สก็อตแลนด์?

 

สก็อตแลนด์ได้รับการยอมรับว่าเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในโลกแห่งหนึ่ง สำหรับการเรียนต่อ การฝึกงานหรือทำงาน และการอยู่อาศัย ทว่าข้อดีเกี่ยวกับสก็อตแลนด์นั้นกลับถูกละเลยโดยคนไทยทั่วไป แมคดูเคชั่นในฐานะที่ได้มีโอกาสได้ศึกษาและทำงานในสก็อตแลนด์ ซึ่งเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของเรา ทำให้รู้สึกภาคภูมิใจในประเทศแห่งนี้ และปรารถนาที่จะส่งเสริมให้นักเรียนไทยและคนไทยโดยทั่วไปได้รับรู้ข้อดีของสก็อตแลนด์ ไม่ว่าจะเป็นจุดประสงค์เพื่อการศึกษาต่อ การทำงาน การท่องเที่ยว หรือแม้กระทั่งนักเรียนที่สนใจทำรายงานเกี่ยวกับสก็อตแลนด์

ชาวสก็อตนั้นมีชื่อเสียงไปทั่วโลกในด้านความเป็นมิตร ทำให้สถานศึกษาที่นี่มีบรรยากาศที่เป็นมิตรกับนักศึกษาต่างชาติเป็นอย่างมาก (www.educationukscotland.org)

*7 เหตุผลที่ควรเลือกไปเรียนต่อที่สก็อตแลนด์*

1.สถาบันการศึกษาที่มีคุณภาพการเรียนการสอนที่ดีเยี่ยม

Watt, Decibel, Rº, Kelvin, Penicillin, Aspirin, Insulin, Telephone, Television, Stream Engine, Economics, Electromagnetism, Geology, Thermodynamics, Radar, Dolly the Sheep …..

เป็นเรื่องมหัศจรรย์อย่างยิ่งที่สก็อตแลนด์ ด้วยประชากรเพียงห้าล้านคน ได้ผลิตผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อโลกมากมายมหาศาล เป็นที่น่าเสียดายอย่างยิ่งที่แม้ว่าคนไทยโดยทั่วไปจะรู้จักกับสิ่งประดิษฐ์คิดค้นของชาวสก็อตเป็นอย่างดี แต่กลับไม่รู้เลยว่าผู้สร้างสรรค์ผลงานเหล่านั้นเป็นชาวสก็อต หนำซ้ำข้อมูลหลายๆแห่งยังระบุว่าเขาเหล่านั้นเป็นชาวอังกฤษเสียอีก

ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของชาวสก็อตนั้น ส่วนหนึ่งมาจากระบบการศึกษาที่ดีเยี่ยม สก็อตแลนด์เป็นที่ขึ้นชื่อมายาวนานในฐานะที่เป็นแหล่งสถาบันการศึกษาชั้นนำของโลก เป็นผู้นำในด้านปรัชญา สิ่งประดิษฐ์ และวิทยาศาสตร์ของยุโรป การศึกษาเป็นสิ่งที่อยู่คู่ชาวสก็อตมากว่า 500 ปี
สก็อตแลนด์ให้ความสำคัญกับมหาวิทยาลัยเป็นอย่างมาก ในขณะที่สก็อตแลนด์ก่อตั้งมหาวิทยาลัยแห่งที่ 4 (The University of Edinburgh) อังกฤษยังคงมีมหาวิทยาลัยเพียงสองแห่งคือ Oxford และ Cambridge ทั้งที่สก็อตแลนด์มีจำนวนประชากรน้อยกว่าเป็นอย่างมาก  อัตราส่วนชาวสก็อตที่มีผลงานโด่งดังในด้านปรัชญาและวิทยาศาสตร์ต่อจำนวนประชากรนั้น สูงกว่าอังกฤษอย่างเห็นได้ชัด

สก็อตแลนด์เป็นประเทศแรกในโลกที่ก่อตั้งระบบการศึกษาของรัฐ ที่ภายหลังสหรัฐอเมริกาและฝรั่งเศสนำไปเป็นแม่แบบ(www.educationukscotland.org). ปัจจุบัน สก็อตแลนด์ได้รับการจัดอันดับเป็นอันดับสามของโลกในด้านศักยภาพการวิจัย โดยเฉพาะทางด้านวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ สก็อตแลนด์ผลิตวิศวกรและนักวิทยาศาสตร์ในอัตราสูงที่สุดรองจากญี่ปุ่น และเมืองกลาสโกว์นั้นมีอัตราส่วนผู้จบการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยสูงที่สุดในยุโรป

2. ระบบการศึกษาที่สอดคล้องกับความต้องการและความถนัดของนักเรียน

เช่นเดียวกับระบบการศึกษาทั่วไปในตะวันตก ระบบการศึกษาของสก็อตแลนด์เป็นหนึ่งในผู้นำด้านการเรียนการสอนแบบสองทาง ที่เน้นให้นักเรียนค้นคว้า วิจัย ตั้งคำถาม โดยมีอาจารย์เป็นผู้แนะแนวทาง ต่างกับการเรียนการสอนของทางฝั่งเอเชียที่โดยมากนักเรียนจะเป็นผู้รับข้อมูลจากผู้สอนเพียงฝ่ายเดียว ระบบการศึกษาแบบนี้ทำให้ผู้ที่เรียนจบออกมามีประสิทธิภาพสูงและได้รับการยอมรับไปทั่วโลก (source: British Council Scotland).

 นักเรียนไทยที่จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาสามารถเรียนต่อมหาวิทยาลัยในสก็อตแลนด์ได้หลายทาง อาทิ:
1) นักเรียนสามารถสมัครเข้าเรียน 1-year university foundation course แล้วต่อด้วยการเรียนในมหาวิทยาลัยอีกสี่ปี (รวมเป็น 5 ปี) ซึ่งจะใช้เวลาเท่ากันกับระบบอังกฤษที่ใช้เวลาเรียน A-Level เป็นเวลาสองปี และระดับมหาวิทยาลัยสามปี
2) หรือ หลังจากที่เรียน university foundation course นักเรียนสามารถเข้าเรียน College ต่างๆ ซึ่งจะเน้นทางด้านสายวิชาชีพ HNC/HND (Higher National Certificate/ Higher National Diploma)เป็นเวลาหนึ่งหรือสองปี หลังจากเรียนจบ นักเรียนสามารถเลือกที่จะสมัครเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในชั้นปีที่สองหรือสามได้

การเรียนระดับปริญญาตรีของมหาวิทยาลัยในสก็อตแลนด์ ในปีแรกนักเรียนสามารถเลือกเรียนวิชาได้หลากหลายกว่าในสถาบันการศึกษาของอังกฤษ นักศึกษาสามารถเรียนได้ทั้งวิชาทางวิทยาศาสตร์ สังคมศาสตร์ หรือศิลปศาสตร์ (และโดยทั่วไป ผลการเรียนในชั้นปีที่หนึ่งจะไม่ถูกนำมาคิดรวมกับเกรดเฉลี่ย) ทั้งนี้เพื่อให้นักศึกษาสามารถค้นหาตัวเองในบรรยากาศการเรียนมหาวิทยาลัยจริง หลังจากนั้นจึงค่อยเลือกสาขาที่ต้องการเรียนอย่างเจาะจง

สำหรับการศึกษาระดับสูงกว่าปริญญาตรีนั้น ระบบของสก็อตแลนด์และอังกฤษจะคล้ายกันคือเป็นหลักสูตรหนึ่งปีสำหรับปริญญาโท และสามปีสำหรับปริญญาเอก คุณภาพการศึกษาของมหาวิทยาลัยในสก็อตแลนด์ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุโรป (www.educationukscotland.org).

3. สภาพแวดล้อมที่เป็นนานาชาติและสำเนียงภาษาอังกฤษที่ได้รับการยกย่อง

ชาวสก็อตใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก โดยมีสำเนียงแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง เช่นเดียวกับแต่ละเมืองในอังกฤษ ออสเตรเลีย หรือนิวซีแลนด์ ผลการสำรวจของ BBC ในปี 2005 ชาวสหราชอาณาจักรมีความเห็นว่าสำเนียงของชาวสก็อตโดยเฉพาะในเมืองเอดินเบอระนั้นมีความไพเราะและเป็นสำเนียงชั้นสูง และเซอร์ชอน คอนเนอรี่ นักแสดงชาวสก็อต ได้รับการโหวตว่ามีสำเนียงเพราะเป็นอันดับหนึ่ง ในขณะที่สำเนียงกลาสโกว์ที่แม้ว่าจะถูกจัดอันดับว่าเป็นสำเนียงที่ไม่ค่อยเพราะนัก ก็ยังได้รับการจัดอันดับว่าดีกว่าสำเนียงพูดของเมืองลิเวอร์พูลและเบอร์มิงแฮม สก็อตแลนด์เป็นเมืองท่องเที่ยวนานาชาติที่มีกิจกรรมต่างๆมากมายตลอดทั้งปี จึงเป็นสถานที่ที่ดีเยี่ยมสำหรับน้องๆที่ต้องการพัฒนาภาษาอังกฤษและสร้างเสริมประสบการณ์ชีวิต

 4. นักเรียนไทยจำนวนน้อย

เนื่องจากสก็อตแลนด์ยังไม่เป็นที่รู้จักของคนไทยอย่างดีพอ จึงยังมีนักเรียนไทยมาเรียนที่นี่จำนวนไม่มากนัก นับเป็นโอกาสที่ดีเยี่ยมสำหรับนักเรียนที่จะได้พัฒนาภาษาอังกฤษ และได้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางชาวตะวันตกอย่างแท้จริง

5. ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและการเงินอันดับต้นๆของยุโรป

สก็อตแลนด์มีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจของสหราชอาณาจักรมานับร้อยๆปี โดยเอดินเบอระนั้นเป็นศูนย์กลางการเงินและการท่องเที่ยวหลักแห่งหนึ่งของยุโรปและสำคัญรองจากลอนดอน เป็นที่น่าสนใจว่า ธนาคารที่สำคัญที่สุดสามแห่งของสหราชอาณาจักรคือ HSBC (ธนาคารใหญ่ที่สุดในยุโรป) RBS (ธนาคารใหญ่อันดับสองของยุโรป) และแม้แต่ธนาคารกลางอังกฤษ ล้วนแต่ก่อตั้งขึ้นโดยชาวสก็อต ส่วนกลาสโกว์นั้นนอกจากจะเป็นเมืองท่องเที่ยวและการเงินที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง ยังเป็นเมืองอุตสาหกรรมหลักของสก็อตแลนด์ ซึ่งในยุคปฎิวัติอุตสาหกรรมถือว่าเป็นเมืองสำคัญอันดับสองรองจากลอนดอน (เจมส์ วัตต์ เริ่มต้นพัฒนาเครื่องจักรไอน้ำที่มหาวิทยาลัยกลาสโกว์) ส่วนอเบอร์ดีนเป็นเมืองใหญ่อันดับสามของสก็อตแลนด์ และได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองหลวงของอุตสาหกรรมน้ำมันของยุโรป โดยเป็นจุดเชื่อมต่อกับแหล่งน้ำมันทะเลเหนือ

6. ดินแดนที่น่าอยู่

ชาวสก็อตได้รับการกล่าวขานว่ามีความเป็นมิตรและอบอุ่น เมืองในสก็อตแลนด์ก็มีความโดดเด่นแตกต่างกันไป เหมาะกับความชอบทุกรูปแบบ ทั้งเอดินเบอระหรือกลาสโกว์ที่มีสถาปัตยกรรมสวยงามตระการตา บรรยากาศตื่นตาตื่นใจ มีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมมากเป็นอันดับสองและสามรองจากลอนดอน หรือเมืองประวัติศาสตร์อันน่าภูมิใจที่มีบรรยากาศค่อนข้างเงียบสงบและธรรมชาติสวยงามอย่างเซนต์แอนดรูส์หรือสเตอร์ลิง (แคมปัสของมหาวิทยาลัยสเตอร์ลิงได้รับการยกย่องอย่างมากในด้านความสวยงาม) ในขณะที่เมืองขนาดกลางอย่างอเบอร์ดีนและดันดีมีการผสมผสานระหว่างธรรมชาติและบรรยากาศคึกคักได้อย่างลงตัว

7. ค่าครองชีพไม่สูงจนเกินไป

อัตราค่าเล่าเรียนและค่าครองชีพในสก็อตแลนด์โดยเฉลี่ยจะต่ำกว่าส่วนอื่นๆของสหราชอาณาจักรเล็กน้อย ซึ่งมีความแตกต่างกันไปในแต่ละเมือง เช่นเมืองเอดินเบอระนั้นนับว่ามีค่าครองชีพสูงเป็นอันดับต้นๆในสหราชอาณาจักร